บันทึกอนุทินครั้งที่ 5
วันศุกร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2563
เวลาเรียน 13:30-16:30 น.
วิธีการศึกษาพฤติกรรม
วิธีการศึกษาพฤติกรรม คือ วิธีการที่ถูกนำมาใช้เเสวงหาความรู้ต่างๆ
เกี่ยวกับพฤติกรรม จะนำเสนอวิธีการวิทยาศาสตร์มาใช้ ประกอบด้วย 5ขั้นตอนประกอบด้วย 5 ขั้นตอน คือ
กำหนดปัญหา ตั้งสมมุติฐาน
รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และสรุปผล
1.การทดลองเป็นการศึกษาพฤติกรรมในทางจิตวิทยาที่เป็นวิทยาศาสตร์สูงมาก
โดยมุ่งศึกษาความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลระหว่างเหตุการณ์สองเหตุการณ์
และเหตุการณ์ที่เป็นเหตุ เรียกว่า ตัวแปรอิสระ (TNDEPENDENT
VARIABLE) ส่วนเหตุการณ์ที่เป็นผล เรียกว่า ตัวแปรตาม (DEPENDENT VARIABLE) การปฏิบัติต่อตัวแปรอิสระ เรียกว่า การจัดกระทำ
(TREATMENT) ในการทดลองแต่ละครั้ง
ผู้ทดลองต้องตั้งสมมุติฐานก่อนแล้วทำการทดลอง การทดลองมี 2 ลักษณะ คือ
การทดลองในห้องปฏิบัติการ และการทดลองภาคสนาม
2. การสำรวจ
เป็นการศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์เช่นกัน
แม้ว่าจะไม่เข้มข้นนักก็ยังมีวิธีการศึกษาตัวแปรเหมือนการทดลอง
แต่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรจะเป็นเหตุเป็นผลแก่กันไม่ได้
และผู้ศึกษาไม่มีการจัดกระทำต่อตัวแปร กระทำเพียงแค่ศึกษาตัวแปรอย่างมีระบบในสถานการณ์ที่พบ
การสำรวจ จำเป็นต้องอาศัยเครื่องมือ ที่มีทั้งความเชื่อถือได้ (RELIABILITY) ความเที่ยงตรง (VALIDITY)
3. วิธีการตรวจสอบจิตตนเอง วิธีการตรวจสอบจิตตนเอง หรือ
วิธีการพินิจภายในนี้ หมายถึง วิธีการที่บุคคลสังเกตตนเองหรือสำรวจตนเอง
โดยการให้บุคคลพิจารณาความรู้สึกของตนเอง สำรวจตรวจสอบตนเอง
แล้วรายงานถึงสาเหตุและความรู้สึกของตนเองออกมา
4. วิธีทางคลินิก เป็นการศึกษาพฤติกรรมแบบลึก (IN-DEPTH STUDY) รายใดรายหนึ่งโดยใช้เครื่องมือหลาย ๆ อย่าง
เพื่อให้ได้ข้อมูลหลาย ๆ ด้าน และใช้ระยะเวลานานเพื่อให้ทราบสาเหตุของพฤติกรรมของบุคคลนั้น
ๆ ตลอดจนได้ข้อความรู้ใหม่ ๆ ที่จะนำไปใช้กับกรณีอื่น ๆ ได้
นักจิตวิทยาจะไม่เพียงแต่ศึกษาเรื่องตามที่คนไข้เล่าให้ฟังเท่านั้น
ยังต้องมีการเก็บรวบรวมข้อมูลจากประสบการณ์ในอดีต ชีวประวัติ
ศึกษาความสัมพันธ์ในครอบครัวและสิ่งแวดล้อมเพื่อดูภูมิหลังทางสังคมของคนไข้
5. การสังเกตอย่างมีระบบ
พฤติกรรมเป็นจำนวนไม่น้อยจำเป็นต้องศึกษาในสถานการณ์ปกติที่สถานการณ์นั้นเกิดขึ้น
โดยการเฝ้าสังเกตและบันทึกพฤติกรรมของกลุ่มตัวอย่างซึ่งเรียกว่า
การสังเกตอย่างมีระบบวิธีการนี้ต้องนิยามพฤติกรรมที่จะสังเกตให้ชัดเจนและวัดได้
เรียกว่า นิยามปฏิบัติการ (OPERATIONAL
DEFINITION) การสังเกตเป็นวิธีการที่มีความชัดเจน ง่าย และสะดวก
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผู้สังเกตว่าจะมีความรู้ความเข้าใจ มีทักษะความชำนาญ
มีความสามารถในการสังเกตมากน้อยแค่ไหน
6. การใช้แบบสอบถาม
การใช้แบบสอบถามเหมาะสำหรับในการศึกษาพฤติกรรมของบุคคลที่มีจำนวนมาก ๆ
และต้องการคำตอบอย่างรวดเร็ว ทำให้ประหยัดเวลาค่าใช้จ่ายอื่น ๆ
แบบสอบถามทีใช้จะต้องเป็นเครื่องมือที่มีความเป็นมาตรฐาน มีคุณภาพ มีความเที่ยงตรง
มีความเชื่อมั่นได้ สามารถวัดในสิ่งที่เราต้องการจะวัด ในการให้ตอบแบบสอบถามมักจะถามเกี่ยวกับเจตคติ
7. การทดสอบทางจิตวิทยา
แบบทดสอบทางจิตวิทยาเป็นเครื่องมือที่ใช้วัดลักษณะพฤติกรรมที่แอบแฝงอยู่ภายในตัวบุคคลซึ่งเป็นสิ่งที่บุคคลพยามยามปกปิดซ่อนเร้นไว้
จะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม อาทิ การตรวจเช็คระดับสติปัญญา
การวัดความถนัดและความสนใจ การตรวจลักษณะของบุคลิกภาพและอารมณ์
วิธีการที่ใช้ในการสังเกตพฤติกรรมเด็กปฐมวัย
1. การศึกษาแบบธรรมชาติ
1.1 เกณฑ์ระบบ
เป็นวิธีการเก็บข้อมูลทั่วๆ ไป ที่นิยมใช้มากที่สุด
ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็ก แบ่งวิธีการสังเกตเป็น 2 ประเภทคือ
1.1.1 การสังเกตแบบธรรมชาติ
(naturalistic observation) เป็นวิธีการเก็บข้อมูลพฤติกรรมเด็กในสถานการณ์จริง
สภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติที่เด็กอยู่ในสภาพนั้นจริงๆ เช่น ในชั้นเรียนหรือสนามเด็กเล่น การสังเกตวิธีนี้
เป็นวิธีการสังเกตที่เปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงพฤติกรรมอย่างธรรมชาติที่สุด
1.1.2
การสังเกตแบบมีโครงสร้าง (structured observation) เป็นวิธีการเก็บข้อมูลพฤติกรรมของเด็กโดยมีการวางแผนโครงสร้างที่แน่นอน
สามารถกำหนดสถานการณ์เพื่อศึกษาพฤติกรรมเด็ก
1.2
เกณฑ์บุคคล
เป็นวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลที่มีบุคคลเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยคือ
ผู้สังเกตและผู้ถูกสังเกต แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ
1.2.1
การสังเกตโดยการเข้าร่วม (participant observation) คือการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสังเกตที่ผู้สังเกตต้องเข้าไปอยู่ร่วมกับเด็ก
มี 2 ลักษณะคือ
1)
การเข้ามีส่วนร่วมแบบสมบูรณ์
(complete participant) เป็นวิธีการสังเกตที่ผู้สังเกตเข้าไปเป็นสมาชิกส่วนหนึ่งของกลุ่ม
ปฏิบัติตนเหมือนกับเป็นผู้ถูกสังเกตเป็นวิธีการที่ได้ข้อมูลที่มีคุณค่ามาก
แต่ต้องใช้ผู้สังเกตที่มีความเชี่ยวชาญสูง
2)
การเข้าไปร่วมไม่สมบูรณ์
(incomplete participant) คือ การที่ผู้สังเกตจะเข้าร่วมหรือมีส่วนร่วมในกิจกรรมบ้างตามความจำเป็น
เช่น การเข้าร่วมเพื่อสร้างสัมพันธ์ระหว่างผู้สังเกตและผู้ถูกสังเกต
ทั้งนี้เพื่อสร้างความคุ้นเคยเป็นกันเอง
แต่ผู้ถูกสังเกตอาจจะรู้ตัวว่ากำลังถูกสังเกต
1.2.2
การสังเกตโดยการไม่เข้าร่วม (non-participant-observation)
คือ
วิธีการสังเกตที่ผู้สังเกตไม่เข้าร่วมกิจกรรม ผู้สังเกตเป็นบุคคลภายนอก
การสังเกตวิธีนี้ผู้ถูกสังเกตอาจรู้ตัวว่าถูกสังเกตเพราะมีการบอกจุดมุ่งหมาย เวลา
สถานที่ หรืออาจสังเกตโดยที่ผู้ถูกสังเกตไม่รู้ตัว การสังเกตวิธีนี้อาจทำได้โดยการสังเกตจากห้องกระจกเพียงด้านเดียว
หรือจากโทรทัศน์วงจรปิด เป็นต้น
1.2.3 การสังเกตแบบเป็นทางการ (formal observation) เป็นวิธีการสังเกตที่ ผู้ถูกสังเกตรู้ตัวว่าถูกสังเกต
มีข้อดีคือได้ข้อมูลตรงจุดมุ่งหมายเพราะมีการนัดหมายวันเวลาล่วงหน้า ประหยัดเวลา
มีการสังเกตตามเวลาทั้งหมด
แต่มีข้อจำกัดคือข้อมูลที่ได้อาจไม่เป็นธรรมชาติ เพราะผู้ถูกสังเกตรู้ตัว
พฤติกรรมที่แสดงออกอาจเบี่ยงเบนไปได้
1.2.4 การสังเกตแบบไม่เป็นทางการ (informal observation) เป็นวิธีการสังเกตที่ผู้ถูกสังเกตไม่รู้ตัวว่าถูกสังเกต
เพราะผู้ถูกสังเกตมิได้บอกจุดมุ่งหมาย วัน เวลา และสถานที่ไปสังเกต
การสังเกตแบบนี้มีข้อดีคือได้ข้อมูลที่เป็นธรรมชาติมีความใกล้เคียงตรงกับข้อเท็จจริงมากที่สุด เพราะพฤติกรรมของผู้ถูกสังเกตเป็นธรรมชาติ
เนื่องจากไม่รู้ตัวว่าถูกสังเกต
แต่มีข้อจำกัดคือวิธีการสังเกตแบบนี้ใช้เวลามาก
ต้องคอยแอบติดตามพฤติกรรมของเด็ก
เพื่อให้ได้ข้อมูลตามที่กำหนดไว้
2.การรายงานผลตนเอง (self-report) เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการสังเกตชนิดหนึ่ง
ที่ใช้วิธีการซักถามผู้ถูกสังเกต เป็นวิธีที่มีประโยชน์อย่างมากในการเก็บข้อมูล
เนื่องจากเป็นการเก็บข้อมูลที่ได้จากทั้งเหตุและผลที่มีข้อมูลมากพอสมควร
ข้อมูลที่ได้เป็นข้อมูลเพื่อตอบคำถามเกี่ยวกับตัวเด็กเช่น การรับรู้ ความสามารถ
ความรู้สึก ทัศนคติ ความเชื่อ
และประสบการณ์ในอดีต
3.การศึกษาแบบคลินิก (clinic method) เป็นวิธีการที่ครูผู้สอน
พยายามทำความเข้าใจหรือศึกษาเด็กในเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ
โดยใช้วิธีการศึกษาหลายวิธี อาทิเช่น การสัมภาษณ์ การสังเกต หรือใช้แบบทดสอบ
บางครั้งเรียกวิธีการนี้ว่าการศึกษาเด็กเป็นรายบุคคล (case study) วิธีการนี้ทำให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับเด็กที่สมบูรณ์ ทำให้ครูผู้สอนเข้าใจภาพรวมของตัวเด็กมากขึ้น
4.การศึกษาเชิงมนุษยวิทยา (เethnography) เป็นวิธีการหนึ่งที่ใช้ในการศึกษาเรื่องราวที่เกี่ยวกับวัฒนธรรม
ซึ่งวิธีการนี้นักมนุษยวิทยา นิยมใช้วิธีการนี้เป็นวิธีการศึกษาสังเกต
เพื่อทำความเข้าใจเด็กเป็นรายบุคคล โดยมีวิธีการใช้การพรรณาเชิงคุณภาพ โดยผู้สังเกตต้องเข้าไปอาศัยในชุมชน
อยู่ร่วมกับบุคคลในวัฒนธรรมนั้นๆ มีระยะเวลาในการศึกษานานเป็นเดือนหรือปี และต้องใช้ชีวิตร่วมกับชุมชนนั้นทุกๆ วัน
ต้องมีวิธีการจดบันทึกภาคสนามด้วยวิธีการสังเกต และการรายงานผลตนเองร่วมด้วย

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น